โฆษณา Facebook ดูค่าไหนดี? - A'O Academy

โฆษณา Facebook ดูค่าไหนดี?

โฆษณา-Facebook-11
การซื้อโฆษณา Facebook จะถูกจะแพงขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างมาก ซื้อโฆษณาแบบไหนที่จะให้ความคุ้มค่ามากที่สุด

แชร์โพสต์นี้

Share on facebook
Share on twitter


โฆษณา Facebook "ถูก" หรือ "แพง" ดูค่าไหนดี?

โฆษณา-Facebook-169

        การซื้อโฆษณา Facebook จะถูกจะแพงขึ้นอยู่กับปัจจัยหลายอย่างมากนะครับ อันนี้ผมหมายรวมไปถึงโฆษณาออฟไลน์และออนไลน์เลย ทั้งในเรื่องของสินค้า ช่องทางการโฆษณา วิธีการโฆษณา เป็นเรื่องที่ผมเชื่อว่าทุกคนคงรู้อยู่แล้วในส่วนของปัจจัยเหล่านี้ พอเข้าใจในส่วนนี้แล้ว ก็จะมีคำถามต่อไปอีกว่า แต่มันก็ต้องมีตัววัดผลสิว่าถูกหรือแพง เอาจริง ๆ มันก็มีครับ ซึ่งวิธีการวัดผลที่ว่าเนี่ยมันก็คือการ “เทียบเคียง”

        ก่อนจะไปเรียนรู้วิธีเทียบเคียงค่าโฆษณา สิ่งที่ผมอยากจะแนะนำเบื้องต้นก็คือ ทุกวันนี้มีบริการมากมายที่เปิดสถิติของโฆษณาออนไลน์หลากหลายแพลตฟอร์ม ว่าสถิติตัวไหนมีราคาประมาณเท่าไหร่ คีย์เวิร์ดแต่ละตัวมียอดการใช้งานอย่างไร อะไรประมาณนี้ โดยส่วนใหญ่แล้วข้อมูลเหล่านั้นจะเป็นข้อมูลที่ต้องเสียเงินซื้อครับ ซึ่งถ้าใครมีเงินในการลงทุนกับส่วนนี้ ผมก็จะแนะนำให้ซื้อเถอะครับเพราะมันช่วยคุณได้มากเลยในการเลือกใช้เครื่องมือแต่ละตัวให้เหมาะสมกับธุรกิจของคุณ แต่! ถ้าคุณยังไม่พร้อมจะลงทุนในการสมัครแพคเกจเพื่อรับข้อมูลสถิติที่ว่า มาดูวิธีการ “เทียบเคียง” อย่างที่ผมบอกได้เลยครับ

—— ข้อความจาก มิว โซเชียล ——

—— ข้อความจาก มิว โซเชียล ——

        การ “เทียบเคียง” ในที่นี้หมายถึง การเทียบเคียงค่าโฆษณาของคุณเองเนี่ยแหละ ไม่ต้องไปเปรียบเทียบกับธุรกิจหรือแบรนด์อื่น ๆ เพราะเอาจริง ๆ พวกราคาโฆษณาเป็นอะไรที่ผันผวนมากครับ ขอให้เปอร์เซ็นต์กำไรเพิ่มขึ้นในแต่ละไตรมาส เพียงแค่นั้นผมว่ามันก็คุ้มค่าโฆษณาแล้วล่ะ และก็สามารถตีความได้ว่าโฆษณา “ถูกลง” หรือถ้าตัวเลขติดลบ ค่าสถิติของโฆษณาไตรมาสนี้สูงกว่าไตรมาสที่แล้ว อันนั้นก็ตีความได้ว่า “แพงขึ้น” ดังนั้นคำว่าถูกหรือแพง ผมอยากให้มองเป็นความคุ้มค่าในการลงทุนดีกว่าครับว่าผลตอบรับได้อย่างที่มันควรจะเป็นหรือไม่

        จากที่บอกไป คุณสามารถนำไปใช้กับโฆษณาได้ทุกแพลตฟอร์ม แม้กระทั่งโฆษณาออฟไลน์ เป็นหลักคิดต้นทุนกำไรโดยเทียบเคียงกับผลงานในแต่ละไตรมาสนั่นเอง ซึ่งพอเห็นภาพวิธีการเทียบเคียงแล้ว ก็มีคำถามต่อไปอีกคำถามว่า แล้วจะดูค่าสถิติไหนในการเทียบเคียงดีล่ะ? ตรงนี้ผมจะยกมาเป็นสถิติของโฆษณา Facebook นะครับ

ค่าสถิติของโฆษณา Facebook ที่ต้องดูหลัก ๆ 

มี 3 ค่า ดังนี้

โฆษณา-Facebook-2

1. CPM (Cost Per Impressions)

        ต้นทุนสำหรับการแสดงผล 1,000 ครั้ง อย่าสับสนนะครับ 1,000 ครั้ง ไม่ใช่ 1,000 คน เช่น ถ้าคุณจ่ายเงิน 500 บาท และมีอิมเพรสชั่น 20,000 ครั้ง หมายความว่าค่า CPM จะเท่ากับ 25 บาท (ก็ให้ดูค่า 25 นี้เป็นหลัก) ค่านี้เป็นค่าพื้นฐานที่โฆษณาออนไลน์ทุกแพลตฟอร์มต้องดู เพราะมันหมายความว่า การซื้อโฆษณาของคุณเข้าถึงคนได้มากน้อยแค่ไหนกับการลงทุนไป ถ้าถามว่าควรจะอยู่ที่เท่าไหร่ ไม่มีตายตัวเลยครับ เคยได้ยินใช่ไหมครับว่าโฆษณาเครื่องสำอางมักจะแพงเพราะการแข่งขันสูง แต่ผมบอกเลยว่าไม่เสมอไป ถ้าคุณสามารถ Target ได้ถูกกลุ่ม คอนเทนต์โดน ค่า CPM คุณสามารถไม่เกินสิบบาทได้แม้ไม่ได้ใช้วัตถุประสงค์การเข้าถึง (Reach)

        เมื่อไหร่ก็ตามที่ค่า CPM แพงขึ้นจนน่าสงสัย (ประมาณหลายสิบไปจนถึงร้อย) ให้สังเกตต่อไปอีกสักสัปดาห์ ถ้าแนวโน้มแพงขึ้นอีกเรื่อย ๆ ให้ลองปรับกลุ่มเป้าหมายหรือตัวโฆษณาครับ แต่ทั้งนี้ต้องดูควบคู่ไปด้วยว่าช่วงนั้นเป็นเทศกาลอะไรหรือเปล่า มีการแข่งขันสูงขึ้นจากอะไรบ้างไหม เพราะนั่นก็เป็นไปได้ที่จะทำให้ CPM แพงขึ้นครับ

2. CPC (Cost Per Click)

        ต้นทุนต่อการคลิกลิงค์ก็เป็นอีกตัวที่ต้องดูครับ โดยเฉพาะกับคนที่ต้องการให้เกิด Conversion กับโฆษณาตัวนั้น ๆ ค่า CPC ที่แสดงก็ตรงตัวเลยครับ ต้นทุนต่อการคลิกลิงก์ 1 ครั้ง เช่น ถ้าคุณจ่ายเงิน 500 บาท และมีจำนวนการคลิกลิงค์ 5,000 ครั้ง หมายความว่าค่า CPC จะเท่ากับ 10 บาท นี่ก็เป็นอีกตัวที่สามารถวัดผลได้ว่าโฆษณามีความน่าสนใจแค่ไหนที่จะก่อให้เกิด Conversion หรือการตัดสินใจที่เปลี่ยนแปลง โดยลิงค์ที่ว่าก็คือพวก Website, FB Canvas, Map หรืออื่น ๆ ที่เป็นลิงค์แล้วจะส่งต่อไปยังปลายทางที่ได้ตั้งค่าไว้กับโฆษณา

        ถ้าค่า CPC แพงขึ้น ให้สันนิษฐานไว้ได้เลยว่า ลิงค์ที่ว่านั้นไม่มีความดึงดูดหรืออาจจะยาวเกินไป หรือถ้าใช้เป็นปุ่มกระตุ้นการดำเนินการก็อาจจะลองใช้คีย์เวิร์ดใหม่ ๆ ดูบ้าง ถ้าแนะนำ ผมจะอยากให้ใช้เป็นปุ่มกระตุ้นการดำเนินการมากกว่าใส่ลิงค์ลอย ๆ ในแคปชั่นนะครับ เพราะมันน่าสนใจกว่าและอีกอย่างการใส่ลิงก์ในแคปชั่นก็มีโอกาสที่จะทำให้โฆษณาไม่ผ่านหรือถูกตรวจจับให้ Facebook ต้องรีวิวโพสต์นั้นอย่างละเอียดเลยทีเดียว

3. ต้นทุนต่อผลลัพธ์

        ค่านี้ก็ต้องดูประจำครับ โดยเฉพาะคนที่ชอบทำโฆษณาเพจไลค์ เพราะมันประเมินได้เลยว่าแต่ละไลค์ของคุณมีค่าเท่าไหร่ ราคาถูกลงหรือแพงขึ้น ซึ่งต้นทุนต่อผลลัพธ์นี้ก็คิดจากเงินที่คุณจ่ายไป หารด้วยผลลัพธ์ตามวัตถุประสงค์แคมเปญ เช่น ใช้แคมเปญ Page Like จ่ายเงินไปทั้งหมด 1,000 บาท ได้มา 500 ไลค์ แปลว่าต้นทุนต่อผลลัพธ์เท่ากับ 2 บาท (ง่าย ๆ ก็คือ ไลค์ละ 2 บาทนั่นเอง) อย่างที่บอกครับว่าค่านี้จะขึ้นอยู่กับวัตถุประสงค์โฆษณาที่เลือกไว้ หมายคว่าคุณก็ควรดูควบคู่กับค่าสถิติอื่น ๆ ที่เกี่ยวของกับวัตถุประสงค์นั้น ๆ ด้วย

        เมื่อต้นทุนต่อผลลัพธ์ราคาสูงขึ้น ก็มีวิธีปรับใกล้เคียงกับ CPM ครับ คือดูกลุ่มเป้าหมายและตัวโฆษณาเป็นหลัก เพิ่มเติมเรื่องครีเอทีฟโฆษณาด้วยนะครับ อย่างเช่น ถ้าวัตถุประสงค์เป็น จำนวนผู้เข้าชม ก็ให้ดูที่ปุ่มกระตุ้นการดำเนินการ หรือเป็น จำนวนการรับชมวิดีโอ ก็ให้ดูที่ตัวคลิปที่ใช้ เป็นต้น ง่าย ๆ ก็คือการปรับโฆษณาก็ต้องดูวัตถุประสงค์ของแคมเปญควบคู่ไปด้วยนั่นเองครับ

        เห็นภาพการเทียบเคียงค่าโฆษณาตามที่ผมบอกแล้วใช่ไหมครับ แนะนำเพิ่มเติมอีกนิดว่านอกเหนือจากการดูราคาค่าโฆษณาแล้ว ก็ต้องดูผลลัพธ์อื่น ๆ นอกเหนือจากเรื่องของเงินด้วย โดยยึดวัตถุประสงค์ของแคมเปญเป็นหลักว่า ตั้งไว้อย่างไร แล้วผลลัพธ์ออกมาเป็นอย่างไร เทียบเคียงเอาจากที่เคยทำ ๆ มานั่นแหละครับ อาจจะถามไถ่จากคนในแวดวงธุรกิจเดียวกันบ้าง แต่อย่ายึดเอาสถิติของคนอื่นมาเปรียบเทียบกับตัวเองจนมากเกินไป และอย่าลืมหักต้นทุนต่าง ๆ รวมถึงค่าโฆษณา คำนวนกับยอดขาย เพื่อดูผลกำไรที่แท้จริง นี่แหละครับคือส่วนที่สำคัญที่สุด

คอร์สเรียนแนะนำ

ต้องการติดอาวุธให้กับองค์กร?

เพิ่มยอดขายด้วย การตลาดออนไลน์