Netflix มีอะไรดี ทำไมใคร ๆ ก็ดู - A'O Academy

Netflix มีอะไรดี ทำไมใคร ๆ ก็ดู

Netflix-11
Netflix ยิ่งจ่ายแพง ยิ่งดูได้ในอุปกรณ์ที่เยอะขึ้น ถ้าจะเปรียบเทียบง่าย ๆ สำหรับวัยรุ่นยุค 90s ก็คงต้องบอกว่า Netflix เทียบเท่าได้กับ UBC เคเบิลทีวีนั่นเองครับ

แชร์โพสต์นี้

Share on facebook
Share on twitter

Netflix มีอะไรดี ทำไมใคร ๆ ก็ดู

Netflix-169

        เน็ตฟลิกซ์หรือสิ่งที่หลาย ๆ คนรู้จักในนามของ Modern TV, Streaming Service หรือซีรี่ส์ออนไลน์ แล้วแต่จะเรียกกันเลยครับ ไม่มีถูกผิดครับ ผมว่าในนาทีนี้น้อยคนนักที่จะไม่รู้จัก เน็ตฟลิกซ์ แต่ผมขอเล่าคร่าว ๆ สักหน่อยเพื่อจะให้พอเข้าใจคอนเซ็ปต์ของเจ้าเน็ตฟลิกซ์ก็แล้วกันว่าคืออะไร ทำไมใคร ๆ ก็ดู

        ถ้าจะเปรียบเทียบง่าย ๆ สำหรับวัยรุ่นยุค 90s ก็คงต้องบอกว่า เน็ตฟลิกซ์เทียบเท่าได้กับ UBC ซึ่งเป็นเคเบิลทีวีในสมัยนู้น ไม่ได้เหมือนกันเสียทีเดียวครับ แต่แนวคิดคล้าย ๆ กัน คือมีคอนเทนต์ให้เลือกดูมากมาย (มากกว่าฟรีทีวีเยอะโข) โดยที่จะต้องเสียค่าแพคเกจเป็นรายเดือน UBC ยิ่งจ่ายแพง ยิ่งได้ช่องเยอะ (เท่ากับได้คอนเทนต์เพิ่มขึ้น) ส่วนเน็ตฟลิกซ์ยิ่งจ่ายแพง ยิ่งดูได้ในอุปกรณ์ที่เยอะขึ้น ในขณะที่ทุกแพคเกจของเน็ตฟลิกซ์สามารถได้รับคอนเทนต์เท่า ๆ กัน (ในประเทศเดียวกัน) เพียงแต่ความชัดและจำนวนอุปกรณ์ที่รับชมได้จะน้อยลง ถึงได้มีคนประกาศหาคนหารเน็ตฟลิกซ์นั่นแหละครับ ยิ่งหาคนหารได้เยอะ ค่าบริการรายเดือนที่คุณจ่ายก็จะถูกลง

—— ข้อความจาก มิว โซเชียล ——

—— ข้อความจาก มิว โซเชียล ——

 

“ด้วยแพคเกจที่ดึงดูดและหาคนหารได้ ทำให้ Netflix เป็นที่นิยม”

        เน็ตฟลิกซ์เข้าใจพฤติกรรมของผู้บริโภคครับ เพราะทุกวันนี้มีคอนเทนต์อัดแน่นอยู่ในโลกอินเทอร์เน็ตให้ผู้บริโภคเลือกเยอะมาก และโดยส่วนใหญ่จะฟรี แต่ในเมื่อการจะดูเน็ตฟลิกซ์ต้องมีการสมัครแพคเกจ หมายความว่าคอนเทนต์ต้องดีจริง ๆ จนคนยอมเสียเงินจ่าย และที่สำคัญเน็ตฟลิกซ์ไม่ได้มีแค่รายเดือนเท่านั้นนะครับ รายสัปดาห์ก็มี หมายความว่าวิธีการใช้งานก็จะค่อนข้างยืดหยุ่น ใครไม่สะดวกจะจ่าายเงินเป็นเดือน ก็จ่ายรายสัปดาห์ได้ไม่มีปัญหา หรือถ้ายังไม่แน่ใจว่า เน็ตฟลิกซ์จะถูกจริตรึเปล่า เขาก็มีเปิดให้ใช้งานฟรี 30 วัน จากนั้นจะเลือกแพคเกจแบบไหนก็จัดไป

        นี่คือการตั้งราคาแพคเกจที่น่าสนใจมาก มันหมายความว่าเขาเข้าใจลูกค้าจริง ๆ ว่ามีพฤติกรรมการซื้อแบบไหน

 

“มีแพคเกจที่ดูได้หลายจอ/อุปกรณ์ พร้อมกัน แปลว่าระบบต้องเสถียร”

        ด้วยพฤติกรรมของคนออนไลน์มีหลากหลายรูปแบบมาก เน็ตฟลิกซ์จึงสามารถรองรับได้ตั้งแต่ทีวี แท็บเล็ต ไปจนถึงมือถือ และต่อให้ดูพร้อมกันหลายจอก็ไม่มีปัญหาอะไร แถมยังเข้าใจดีว่าการใช้เน็ตมือถือดูหนังมันเป็นอะไรที่เปลืองมาก ๆ (สำหรับคนที่ไม่ได้มี Wi-Fi ใช้ตลอดเวลา) เขาก็มีฟังก์ชั่นในการดาวน์โหลดหนังหรือซีรี่ส์แต่ละตอนเก็บไว้ดูแบบออฟไลน์ได้ เจ๋งใช่ไหมล่ะครับที่พยายามอุดรอยรั่วในการใช้งานได้เป็นอย่างดี

 

        รวมไปจนถึงอัลกอริทึ่มที่จัดไว้ นึกภาพเหมือนยูทูปเลยครับว่าเวลาคุณชอบดูคลิปแบบไหนก็จะโดนแนะนำคลิปในลักษณะที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งเน็ตฟลิคซ์ก็จัดอัลกอริทึ่มให้คุณได้อย่างดีเลยทีเดียว

“Netflix ทุ่มงบโฆษณาเยอะมาก!”

        ผมจะพูดแค่เฉพาะในออนไลน์ก็แล้วกันในเรื่องของการทุ่มงบโฆษณา เพราะไหน ๆ ก็แอบเอ่ยถึงยูทูปนิดหนึ่งแล้ว คือการโดนย้ำแอทจากเน็ตฟลิกซ์เนี่ยเยอะและถี่มาก ๆ เรียกได้ว่าซาวด์ Title ของเน็ตฟลิกซ์หลอนหูได้พอ ๆ กับเพลงช็อปปี้เลยล่ะ อย่างถ้าคุณดูยูทูปเป็นประจำ ผมมั่นใจเลยว่าคุณต้องเคยโดนแอทเน็ตฟลิกซ์บ้างไม่มากก็น้อย ยิ่งถ้าคุณเป็นสายชอบดูวิดีโอนะ ไปแพลตฟอร์มไหนก็เจอเน็ตฟลิกซ์ครับ เพราะนั่นคือกลุ่มชอบ Streaming Video อย่างที่เขาต้องการเลย อันนี้ไม่รวมกับแบนเนอร์ออฟไลน์ต่าง ๆ ที่เห็นตามท้องถนนนะ คือมันดึงดูดซะจนต้องลองสมัครฟรีสัก 30 ดูก็แล้วกัน!

“ความแข็งแกร่งของ Netflix คือ คอนเทนต์+การตลาด”

        สองเรื่องนี้ เน็ตฟลิกซ์สามารถเบนลด์ให้เข้ากันได้อย่างลงตัว ด้วยคอนเซ็ปต์ที่ว่า “Think Global, Act Local” ถ้าให้อธิบายแบบเข้าใจง่ายก็ประมาณว่า คอนเทนต์ของเน็ตฟลิกซ์แม้จะมีบางส่วนที่สื่อสารในแบบ Local หรือในลักษณะที่ท้องถิ่นนั้น ๆ จะเข้าใจ แต่ในการสื่อสารแบบระดับโลกก็ต้องเป็นสากลแบบที่เข้าใจได้ง่ายในทุกประเทศ เนื่องจากเน็ตฟลิกซ์ให้บริการกว่า 190 ประเทศทั่วโลกภายในเวลาเพียง 7 ปี ลองคิดดูว่ากำลังในการผลิตคอนเทนต์ของเน็ตฟลิกซ์ต้องมีมากขนาดไหน เรียกได้ว่าเป็นบริษัทสตรีมมิ่งที่ทุ่มทุนสุด ๆ เพราะอย่างที่รู้กันว่าในอุตสาหกรรมผลิตสื่อ โดยเฉพาะซีรี่ส์และภาพยนตร์นั้นมีต้นทุนที่สูงมาก เพื่อที่จะได้คุณภาพออกมาดีที่สุด ตรงใจคนดูมากที่สุด

 

        ถ้าจะสรุปแนวคิดตามที่ผมได้บอกไป เน็ตฟลิกซ์เป็นตัวอย่างของธุรกิจที่เติบโตในโลกดิจิทัลได้อย่างเต็มรูปแบบ แม้จะมีคู่แข่งทั้งทางตรงและทางอ้อมมากมาย อย่างดิสนี่ย์, HBO ที่เป็นคู่แข่งทางตรงสุด ๆ ขายแพคเกจสตรีมมิ่งและคอนเทนต์ที่แข่งกันอย่างดุเดือด หรือแม้กระทั่งฟรีทีวี ไลน์ทีวี คู่แข่งทางอ้อมที่เน้นขายโฆษณา งานนี้ก็ต้องดูกันไปยาว ๆ ครับว่าตลาดสตรีมมิ่งจะเป็นไปในทิศทางไหน จะมีอะไรใหม่ ๆ มาเซอร์ไพรส์ผู้บริโภคบ้าง

 

        มองในมุมธุรกิจ ผมก็ยังรู้สึกว่า เน็ตฟลิกซ์เป็นตัวอย่างที่ดี มีโมเดลที่น่าสนใจ โดยเฉพาะกับคนที่สนใจการตลาดออนไลน์ เพราะยังไงคอนเทนต์ก็คือเรื่องสำคัญ แล้วเขาก็มีวิธีในการทำคอนเทนต์ควบคู่ไปกับการตลาดได้อย่างดี ตั้งแต่ซีรี่ส์ หนัง การตั้งแพคเกจ การโฆษณา และระบบหลังบ้าน ซีรี่ส์และระบบการให้บริการของเขาก็เปรียบเหมือนคอนเทนต์หรือสินค้า แพคเกจก็เหมือนเป็นการตั้งราคา จัดชุดสินค้าให้เข้ากับพฤติกรรมของผู้บริโภค ซึ่งก็นั่นคือสิ่งที่กระตุ้นการตัดสินใจได้ดี เรียกว่าผ่านกระบวนการคิดและวางแผนมาอย่างหนัก แล้วก็รอดูกันต่อไปครับว่าท่ามกลางการแข่งขันอันร้อนแรง ตลาดสตรีมมิ่งจะเป็นอย่างไรต่อไป แล้วก็อย่าลืมเอาแนวคิดต่าง ๆ ไปปรับใช้กับธุรกิจของคุณด้วยนะครับ เชื่อผมว่าคุณก็ทำได้เหมือนกัน

คอร์สเรียนแนะนำ

ต้องการติดอาวุธให้กับองค์กร?

เพิ่มยอดขายด้วย การตลาดออนไลน์